compile scilab 5.0.3 บน ubuntu 8.10

Scilab เป็นโปรแกรมแนว Matlab คือเป็น matrix based ในการคำนาณ ซึ่งเหมาะกับการคำนาณหลาย ๆ ด้าน

จริง ๆ scilab บน Ubuntu 8.10 มีให้ใช้ แต่รู้สึก ค่อนข้างเก่า เลย compile ใหม่ดีกว่า

ไปโหลด package มาจาก http://www.scilab.org/ และ image processing tooolbox จาก http://siptoolbox.sourceforge.net/

จากนั้นลง dependency ดูจาก http://wiki.scilab.org/Dependencies_of_Scilab_5.X พบว่ามากมาย -_-''
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เปิด feature ที่เป็น java ด้วยละกัน

  1. sake@sake-laptop:~/Download/ sudo apt-get install gcc g++ gfortran liblapack-dev ant libjogl-java libjogl-java
  2. libcommons-logging-java libjrosetta-java tcl8.5-dev tk8.5-dev libx11-dev ocaml-nox libflexdock-java libxml2-dev
  3. libpcre3-dev libmatio-dev

ความปลอดภัยลินุกซ์เลเยอร์ที่ 8: OPSEC สำหรับผู้ใช้ทั่วไป, นักพัฒนา และผู้ดูแลระบบ - ฉบับที่ 164 กรกฎาคม 2009

โดย Lisa Kachold

แปลโดย Sake

เมื่อผู้ใช้ของลินุกซ์แต่ละของเราอยู่ในตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจงกับเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพ. การใช้เครื่องมือใดๆโดยไม่คำนึงถึงการรักษาความปลอดภัยเป็นสิ่งที่อันตราย. ในทำนองเดียวกันที่นักพัฒนาต้องพกพารับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งในชุมชน เพื่อรักษาระบบที่มีให้ไปในทิศทางที่ปลอดภัย. ผู้ดูแลระบบมักได้รับตำแหน่งในบทบาทที่ไม่สบายนัก ในการที่ต้องควบคุมป้อมปราการระหว่างความไม่มั่นคงหรือการพยามยามเข้ามาครอบครอง และช่วงเวลาในการให้บริการ.

มาลองพิจารณากันถึงหนึ่งในวิธีการการรักษาความปลอดภัยมาตรฐานเทียบกับการใช้งานลินุกซ์เป็นเครื่องมือ : OPSEC.

Puppet ชั้นที่ 8 ของลินุกซ์ - ฉบับที่ 165 สิงหาคม 2009

โดย Lisa Kachold

แปลโดย Sake

Puppet - ระบบความปลอดภัยง่าย ๆ สำหรับผู้ใช้, นักพัฒนา, และผู้ดูแล

การดูแลรักษาการตรวจสอบด้านความปลอดถัยจำนวนมาก สามารถทำให้เกิดความกลัวได้บนพื้นฐานโดยทั่วไป.
ปัญหากับตัวตรวจสอบบันทึกเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย แบบเสือใส่ในกระป๋อง และข้อมูลบันทึกเหตุการณ์รายวันอื่น
ที่ได้จากระบบไม่ได้จำเป็นที่จะเฉพาะเจาะจงถึงการใช้ระบบ. และ, เชื่อฉันเถอะ,
ฉันสงสัยว่า ผู้ใช้ใด ๆ, นักเขียนโค้ด, หรือผู้ดูแลระบบ ได้กำหนด "เวลาในการอ่านบันทึกเหตุการณ์" อย่างเพียงพอแล้ว
บนพื้นฐานว่า มีอะไร และ การเกิดคุกคาม. เพราะฉะนั้น, นโยบายที่ดีที่สุดคือ ปรับแต่งค่าคอนฟิกูเรชัน,
เว้นแต่การคอนฟิกมากกว่าหนึ่งระบบ อาจต้องใช้เวลาอันมีค่าไป. สำหรับกรณีนี้ เรามี Puppet และสูตรในการปรับแต่งค่าคอนฟิกูเรชัน.
เมื่อเรามีข้อมูลระบบโดยปกติ, ปรับแต่งค่าคอนฟิกูเรชันในแบบที่เราสามารถใช้งานมันได้,
เราสามารถใช้เวลาเป็นสัปดาห์ หรืออย่างงั้นการปรับแต่งค่าคอนฟิกูเรชันของตัวกรองอีเมล์ด้วยสคริป bash/cron หรือ ตัวกรอง Google
ที่จะ "แจ้งเตือนเราจริง ๆ" เมื่อสิ่งที่น่ากลัวได้เกิดขึ้น.

กรณีการใช้งานจริง สำหรับ mod_rewrite ของ Apache - ฉบับที่ 165 สิงหาคม 2009

โดย Anderson Silva

แปลโดย Sake

เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่น่าขบขัน. บางครั้ง คุณต้องการที่จะเขียนถึงมันเพียงบางส่วนโดยเฉพาะ.
บางครั้ง, คุณต้องการจะแบ่งปันความรู้กับบางคน, แต่ในการทำ, และทำให้ดี, คุณรู้สึกถึงความจำเป็น
ที่จะอธิบายเทคโนโลยีทั้งหมด ที่ต้องใช้ในการสร้างส่วนที่เฉพาะเจาจงนั้นให้สำเร็จ.

บทความนี้ ไม่ได้กล่าวถึงว่า mod_rewrite ทำงานจริง ๆ ได้อย่างไร.
ถ้าต้องการทราบ ผมอาจจะต้องเขียนเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ อย่าง : โปรโตคอล HTTP , Apache HTTP Server,
นิพจน์ปกติ (Regular Expression), และอื่น ๆ อีกเล็กน้อย.

คน ๆ หนึ่งไม่ได้จำเป็นต้องทราบว่ารถยนต์ทำงานอย่างไร,
จากทฤษฎีของฟิสิกส์ทั้งหมดที่จะสร้างเครื่องยนต์กลไกมันขึ้นมา,
เพื่อที่จะสามารถขับขี่ได้, ถูกต้องใช่มั้ย?
เพราะฉะนั้น, บทความนี้จะไม่ไปยุ่งกับการทำงานข้างใต้ เมื่อทำการจัดการกับ mod_rewrite.
แต่จะแสดงเพียงว่าเปิดมันอย่างไร, และทำงานกับมันอย่างไร.

Linux Command


รวบรวมคำสั่งพื้นฐาน ถึงระดับสูง ในการใช้งานระบบปฏิบัติการ Linux หรือ ลินุกซ์
เหมาะสำหรับผู้ใช้งานในระดับเริ่มต้นถึงระดับกลาง

ls - แสดงรายการเนื้อหาในไดเร็กทอรี

ls เป็นคำสั่งพื้นฐานที่ใช้แสดงเนื้อหา ซึ่งเป็นข้อมูลแฟ้มในไดเร็กทอรีปัจจุบัน
ถือว่าเป็นคำสั่งที่ใช้บ่อยที่สุดคำสั่งหนึ่ง โดยปกติ คำสั่งจะแสดงผลแบบคอลัมน์ โดยเรียงตามลำดับตัวอักษร

ตัวอย่างการใช้งาน:

ls -a แสดงรายการแฟ้มในไดเร็กทอรีปัจจบัน พร้อมทั้งแสดงไฟล์ที่ขึ้นต้นด้วย . ซึ่งเป็นไฟล์ที่ถูกซ่อนไว้ด้วย
ls -l แสดงรายการแฟ้มในไดเร็กทอรีปัจจบัน แบบยาว ซึ่งจะแสดงคุณลักษณะของไฟล์ เช่น การอนุญาต ขนาดไฟล์ เจ้าของ
ls -ltr แสดงรายการแฟ้มในไดเร็กทอรีปัจจบัน แบบยาว แสดงโดยเรียงลำดับไฟล์ที่มรการแก้ไขล่าสุดอยู่ท้าย

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้อักขระพิเศษ ในรูปแบบนิพจน์ปกติ (regular expression) เพื่อกรองรายการได้ เช่น

ls *txt แสดงรายการแฟ้มในไดเร็กทอรีปัจจบัน ที่ลงท้ายด้วย txt (ถ้ามี)
ls ???.txt แสดงรายการแฟ้มในไดเร็กทอรีปัจจบัน ที่มีสามตัวอักษร ลงท้ายด้วย .txt (ถ้ามี)

วิธีใช้เพิ่มเติม ดูได้โดยใช้คำสั่ง: man ls หรือ ls --help

cd - เปลี่ยนไดเรกทอรี

cd เป็นสำคำสั่งที่ใช้ในการเปลี่ยนไปยังไดเรกทอรีต่าง ๆ ในระบบไฟล์
ไดเรกทอรีของระบบลินุกซํมีความต่างจากระบบปฎิบัติการเช่น Windows พอสมควร
เนื่องจากเป็นแบบ Unix-like จึงปฏิบัตตามมาตรฐานโครงสร้างระบบไฟล์ของ Unix ทั่วไป

ไดเร็กทอรีพิเศษ:
./ ไดเรกทอรีปัจจุบัน
../ ไดเรกทอรีแม่ หรือไดเรกทอรีที่ไดเรกทอรีปัจจุบันบรรจุอยู่
~/ ไดเรกทอรีบ้าน เป็นไดเรกทอรีเแต่ละผู้ใช้ ที่เก็บค่าต่าง ๆ ของใช้แต่ละคน

ตัวอย่างการใช้งาน:เปลี่ยนจากไดเรกทอรีปัจจุบันไปยังไดเรกทอรี
cd (dir) เปลี่ยนจากไดเรกทอรีปัจจุบันไปยังไดเรกทอรี (dir)
cd กรณีพิมพ์ cd เฉย ๆ ไม่มีกำหนดว่าว่าจะเปลี่ยนไปที่ไหน จะเปลี่ยนจากไดเรกทอรีปัจจุบันไปยังไดเรกทอรีบ้าน
cd ../ เปลี่ยนจากไดเรกทอรีปัจจุบันไปยังไดเรกทอรีแม่
cd ~/ เปลี่ยนจากไดเรกทอรีปัจจุบันไปยังไดเรกทอรีบ้าน
cd - เปลี่ยนจากไดเรกทอรีปัจจุบันไปยังไดเรกทอรีก่อนหน้าที่เพิ่งเปลี่ยนมา

cp - คัดลอกไฟล์และไดเร็กทอรี

cp เป็นคำสั่งในการคัดลอกไฟล์และไดเร็กทอรี จากต้นทาง หรือหลายต้นทางไปยังปลายทางในระบบเครื่องเดียวกัน

ตัวอย่างการใช้งาน:

cp <ไฟล์ต้นฉบับ> <ไฟล์ปลายทาง>
คัดลอกไฟล์จาก<ไฟล์ต้นฉบับ> ไปยังไฟล์ <ไฟล์ปลายทาง>

cp <ไฟล์1> <ไฟล์2> <ไฟล์3> ... <ไดเร็กทอรี>
คัดลอกไฟล์ต่าง ๆ ตามรายการ ไปยังไดเร็กทอรี ซึ่งกำหนดเป็นอาร์กิวเมนต์ท้ายสุด

cp -i <ไฟล์1> <ไฟล์2>
ถามผู้ใช้เพื่อยืนยันกรณีไฟล์ปลายทางทีอยู่แล้ว

cp -r <ไดเร็กทอรีต้นทาง> <ไดเร็กทอรีปลายทาง> (แบบเรียกวนซ้ำ)
คัดลอกทั้งไดเร็กทอรี